การเพ่งฟังอย่างตั้งใจ

posted on 08 Oct 2008 14:35 by buabrocade
 

ทักษะการฟังเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เราๆมักจะมองดูแบบข้ามๆ เลยผ่านไป เพราะเราเกิดมาเราก็ได้ยินเสียง  ก็ไม่รู้ว่าได้ยินได้อย่างไร ก็ไม่รู้ว่าเราฟังได้อย่างเรา ก็ไม่รู้ว่าเรารับรู้เรื่องต่างๆด้วยการฟังได้อย่างไร

 

 วันนี้มีกิจกรรมที่ทำให้เราได้มาพิจารณาการฟังของเราเอง โดยการฟังในรอบแรกมีผู้อ่านให้เราฟังแต่ก็มีเงื่อนไขว่า เราจะต้องบันทึกสาระสำคัญที่ได้จากการฟัง เมื่อได้รับโจทย์ดังนี้ เราก็เกิดอาการเพ่งตั้งใจมากว่าจะต้องฟังให้ได้ครบถ้วนและต้องจับประเด็นสำคัญให้ได้ จึงเป็นการฟังแบบฟังไปคิดไปว่าอะไรคือสาระสำคัญ ผลปรากฏว่า เราจำข้อมูลที่รับฟังมาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง พลอยทำให้บันทึกสาระสำคัญคลาดเคลื่อนไป อันนี้ประเมินได้จากการฟังในรอบที่สองซึ่งเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประเด็นที่ได้จากการฟังในรอบแรก ซึ่งก็พบว่า เมื่อเราฟังไปคิดไป ทำให้เวลาเราบันทึกสาระสำคัญ เราก็บันทึกไปตามที่เราคิด และเมื่อเราผ่านความคิดของเรา เราก็ต้องระวังอีกว่า ความคิดนั้นถูกต้อง เป็นกลาง เป็นไปตามความจริงหรือเปล่า หรือความคิดนั้นเป็นไปตามอคติของเรา (อคติ ๔ : ความชอบ ความชัง ความกลัว ความหลง) ดังนั้นสติจึงไม่ได้ตั้งอยู่แค่การฟัง สติจึงต้องรู้ตามทันความคิดของเราซึ่งก็รวมไปถึงการเขียนและการพูดด้วย ที่ว่าสติควรเกิดในทุกปัจจุบันขณะคงต้องเป็นเช่นนั้นจริงๆ (เจริญสติ) ตรงนี้เชื่อมโยงไปถึงรอบแรกของการฟัง สติไม่ได้อยู่ที่ความเพ่งหรือความตั้งใจมากๆ เพราะการฟังของเรามันมีทั้งความคิด การจับประเด็น การตั้งคำถาม ฯลฯ  ภาวะเช่นนั้นแท้จริงก็ไม่ใช่ภาวะที่เป็นปกติเพราะเต็มไปด้วย ความวิตก กังวล คาดหวัง ลังเล สงสัย ฟุ้งซ่าน ฯลฯ

การฟังที่ดี จึงต้องกลับมาที่สติ มิใช่ที่ความตั้งใจ สภาวการณ์สติเกิด จึงเป็นสภาวะกลางๆ สบายๆ ไม่คาดหวัง ไม่วิตกกังวล การฟังรอบที่สองจึงมีสติในการฟังและเป็นปกติมากขึ้น มองผู้พูดบ้าง มีปฏิสัมพันธ์กับผู้พูดไปด้วย เป็นการสื่อสารแบบสองทาง สติอาจจะหลุดไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้พูดก็ช่วยให้เราได้ตั้งสติอยู่เรื่อยๆ แต่หากเป็นการฟังทางเดียว เช่นการฟังจากการอ่าน การฟังข้อมูลข่าวสารจากวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งเรามีโอกาสกลับมาฟังซ้ำได้น้อยมาก โอกาสที่เราจะเผลอหรือเพ่งมีมากกว่า การฟังของเราจึงมักจะมาพร้อมการคิด การวิเคราะห์ การประเมิน และการตัดสิน หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการฟังของเรา ก็ได้ข้อคิดเตือนใจว่าก่อนที่เราจะพูด แสดงความคิดเห็นจากสิ่งที่เราฟัง เราควรระลึกรู้ทบทวนก่อนว่า เมื่อฟังแล้ว อะไรควรพูดหรือควรแสดงออกมา จะช่วยให้เราวางท่าทีได้เหมาะสมกับกาลเทศะมากขึ้น

 

นอกจากนี้หากเราฝึกฟังผู้อื่นบ่อยๆ (ฟังด้วยใจอย่างใคร่ครวญ) มิใช่ฟังเฉพาะความคิดของตนเอง เราก็จะได้ประโยชน์ของการฟังจริงๆ แม้สิ่งที่ฟังจะเป็นเรื่องถูกใจไม่ถูกใจ เป็นเรื่องที่เราชอบไม่ชอบ เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม เราก็จะสามารถมองเห็นสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์จากเรื่องที่ฟังจนได้ การเรียนรู้เรื่องการฟัง จึงไม่ได้ถือว่าจบ หรือสำเร็จได้ในกิจกรรมครั้งนี้เท่านั้น เพราะในชีวิตประจำวันทั้งการเรียน การทำงาน การรับรู้ข้อมูลข่างสาร ก็ล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ดีในการฝึกการฟังทั้งสิ้น

 

 

Comment

Comment:

Tweet