วันนี้เรามาพิจารณาการฟังของเราอีกครั้งหนึ่ง แต่การฟังครั้งนี้ได้เพิ่มความเข้มข้นขึ้นไปอีกชั้น นั่นคือการฟังบนโลกของความเห็นต่าง เมื่อมีคำถามเกิดขึ้นว่า วิธีการเรียนรู้ของเราในที่สุดได้พาเด็กไปถึงจุด เท้าติดดิน  มือคว้าดาว ได้จริง  หรือ การสนทนาจึงเกิดขึ้น

            แม้การสนทนาของเราจะเต็มไปด้วยความหลากหลาย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีความเห็นที่แตกต่างโดยเฉพาะความเห็นต่างโดยสิ้นเชิงเกิดขึ้นน้อยมาก อาจเป็นเพราะวงสนทนาเป็นกลุ่มที่มาจากฐานเดียวกัน การสนทนาจึงเป็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยมากกว่า เมื่อจบการสนทนา ได้กลับมาพิจารณาการเรียนรู้ที่ได้จากการฟังครั้งนี้ 

             สภาวะการฟังของตนเอง           

             การฟังครั้งนี้ดีขึ้นมากกว่าครั้งที่แล้ว เนื่องจากเป็นการฟังที่มีอคติในเรื่องความชอบไม่ชอบเกิดขึ้นน้อย เพราะตามปกติแล้วหากเราตั้งโจทย์ ตั้งต้นด้วยความเห็นต่าง ถ้าเราไม่ตั้งหลักของเราให้ดีเราก็จะมองว่าเป็นปัญหาเป็นเรื่องที่ไม่น่าพึงใจ ใจของเราจะถูกครอบงำไปด้วยอคติโดยเฉพาะในเรื่องของความชอบไม่ชอบ ถ้าเราตั้งสติก่อนแล้วค่อยพิจารณาใคร่ครวญด้วยใจที่เป็นปกติ เราจึงจะมองเห็นประโยชน์ของความเห็นต่าง ซึ่งจะส่งผลไปถึงการเข้าใจและเมตตาที่เกิดขึ้นในใจของเราต่อผู้ที่มีความเห็นต่างจากเรา หากเรารับรู้แบบเป็นปกติเช่นนี้ ผู้ฟัง ผู้สนทนา หรือผู้ที่มีความเห็นต่างก็จะรับรู้ได้ว่า การแสดงความเห็นที่แตกต่างนั้นมิได้เป็นไปเพื่อความเอาชนะหรือเบียดเบียนกัน แต่เป็นไปเพื่อให้เราเข้าใจความคิด ความต่าง และความหลากหลายที่มีอยู่จริงในสังคม เป็นการช่วยขยายความรู้ความเข้าใจที่เชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆ มุมมองอื่นๆ ถึงที่สุดถ้าเราเข้าใจโลกของความเห็นต่างได้ ยอมรับได้เราจะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ไม่ใช่เรา สิ่งที่เราเห็นว่าแตกต่างจากเรา คือเข้าใจทั้งตัวเราและผู้อื่น 

             เราจะทำอย่างไรหากเราอยากให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของเรา                   

             เราควรจะเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นก่อน แต่ต้องเป็นการฟังแบบข้างต้น ไม่ใช่ฟังเพื่อหาจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาดเพื่อที่จะนำมาโต้แย้งในภายหลัง ต้องฟังให้เป็น ฟังแบบให้เห็นประโยชน์ของความเห็นที่แตกต่างจากเรา ไม่พยายามโน้มน้าวให้ผู้ที่มีความเห็นต่างจากเราเห็นด้วยกับเราหรือเข้าใจเราฝ่ายเดียว การฟังอย่างลึกซึ้งและการเปิดใจจะช่วยให้เราแสดงท่าทีได้เหมาะสมเมื่อเจอความเห็นที่แตกต่างจากเรา 

             ท่าทีที่มีต่อความเห็นต่าง                  

             ความเห็นต่างเป็นแบบฝึกในการเรียนรู้ที่ดีมาก การเริ่มต้นด้วยความเห็นที่แตกต่างจะกระตุ้นให้เราเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว แต่เราต้องตั้งสติในการฟังให้ดี เพราะหากเราตั้งหลักไม่ดี ความเห็นต่างจะกลายเป็นข้อโต้แย้งจะทำให้เกิดความเห็นขัดแย้ง อันเป็นภาพที่สังคมมองความเห็นต่างว่า เป็นเรื่องของความขัดแย้ง ความโต้แย้ง และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย โดยส่วนตัวแล้วชอบคำว่า ความเห็นต่าง เพราะทำให้เราเกิดมุมมองใหม่ว่าความเห็นที่แตกต่างกันนั้นเป็นความหลากหลายที่มีประโยชน์ เราได้ประโยชน์จากความแตกต่างมิใช่ความขัดแล้วก็แย้ง  ความเห็นที่ควรเกิดในทัศนะของข้าพเจ้า คือ ความเห็นถูก (สัมมาทิฐิ) เมื่อมีความเห็นถูกก็ย่อมมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฐิ) แต่ไม่ว่าจะเป็นความเห็นถูกหรือความเห็นผิด ก็ล้วนแต่มาจากความเห็นต่างเป็นฐานทั้งสิ้น ความคิด ความเห็นของเรานั้นอาจมีทั้งความเห็นถูกและความเห็นผิด เราจะรู้ว่าถูกหรือผิดนั้นก็เนื่องมาจากการที่เรายอมรับความเห็นที่แตกต่างจากเรา ซึ่งเป็นโอกาสให้เรามาทบทวน ตรวจสอบความคิด  ความเห็น และท่าทีของเราเองที่เป็นอยู่ เพื่อให้เราทำความเห็นของเราให้ถูกนั้นเอง             

            ในสังคมปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน เราอยู่บนโลกของความเห็นต่าง ความแตกต่างหลากหลายทั้งจากสื่อจากเทคโนโลยี จากข้อมูลต่างๆ ที่พุ่งเข้าหาเรา ไม่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่ก็ตาม

            หลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างจากที่เราคิด หากเราไม่วางใจเป็นกลาง ความคิดความรู้สึกของเราก็จะสบสนวุ่นวาย คิดตอบโต้ หักล้าง ขัดแย้ง เรียกได้ว่าตั้งอยู่บนกองทุกข์ แต่หากเราเข้าใจโลกของความเห็นต่าง เห็นประโยชน์และรู้จักฟังความเห็นต่าง เราก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น

วิถี..สุขภาวะองค์รวม

posted on 08 Oct 2008 16:53 by buabrocade

                    รำพลอง...ช่างเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยและทรมานที่สุดของวันนี้ แต่เมื่อจบการรำพลอง กลับเห็นความปีติของตนเองที่อดทนทำจนจบกระบวนการ และได้เห็นว่าในขณะที่รำนั้น สนุกและเพลิดเพลิน ไม่เหมือนตอนที่รู้ว่า วันนี้ตนเองจะต้องรำพลอง

                   รำพลอง”  ครั้งนี้ แม้จะเป็นการเล่นกีฬาที่ไม่ต้องมีคู่แข่ง ไม่ต้องแข่งขัน แต่ก็พบว่าเป็นกีฬาและกิจกรรมที่ต้องแข่งกับตนเองเป็นที่สุด และการเล่นครั้งนี้เราต้องเอาชนะให้ได้ 

 

                   ปรากฏว่านอกจากร่างกายซึ่งรู้สึกว่า เหน็ดเหนื่อย และปวดไปทั่วตัวแล้วนั้น กลับมีสิ่งที่มาชดเชย ความเหนื่อย ความเจ็บปวดและความไม่อยากของตนเอง นั่นคือ ความปีติจากความเข้มแข็งทางใจ ที่จะเอาชนะความไม่ชอบ ไม่อยาก เอาชนะกิเลสของตนเอง  การรำพลองจึงทำให้เราได้ประโยชน์ยกกำลังสอง คือ ความเข้มแข็งทางกาย และความเข้มแข็งทางใจ แต่คงต้องฝึก ต้องพิสูจน์อีกต่อไป เพราะไม่ใช่ว่าความเข้มแข็งแค่ครั้งเดียว หรือ รำพลองครั้งเดียวแล้วเราจะเข้มแข็งตลอดไป

 

                    ความเข้มแข็งทางกายเราก็ต้องอดทน ฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอ เฉกเช่น ที่เราต้องอดทนฝึกฝนความเข้มแข็งทางใจด้วย ศีล นั่นเอง...

การเพ่งฟังอย่างตั้งใจ

posted on 08 Oct 2008 14:35 by buabrocade
 

ทักษะการฟังเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เราๆมักจะมองดูแบบข้ามๆ เลยผ่านไป เพราะเราเกิดมาเราก็ได้ยินเสียง  ก็ไม่รู้ว่าได้ยินได้อย่างไร ก็ไม่รู้ว่าเราฟังได้อย่างเรา ก็ไม่รู้ว่าเรารับรู้เรื่องต่างๆด้วยการฟังได้อย่างไร

 

 วันนี้มีกิจกรรมที่ทำให้เราได้มาพิจารณาการฟังของเราเอง โดยการฟังในรอบแรกมีผู้อ่านให้เราฟังแต่ก็มีเงื่อนไขว่า เราจะต้องบันทึกสาระสำคัญที่ได้จากการฟัง เมื่อได้รับโจทย์ดังนี้ เราก็เกิดอาการเพ่งตั้งใจมากว่าจะต้องฟังให้ได้ครบถ้วนและต้องจับประเด็นสำคัญให้ได้ จึงเป็นการฟังแบบฟังไปคิดไปว่าอะไรคือสาระสำคัญ ผลปรากฏว่า เราจำข้อมูลที่รับฟังมาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง พลอยทำให้บันทึกสาระสำคัญคลาดเคลื่อนไป อันนี้ประเมินได้จากการฟังในรอบที่สองซึ่งเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประเด็นที่ได้จากการฟังในรอบแรก ซึ่งก็พบว่า เมื่อเราฟังไปคิดไป ทำให้เวลาเราบันทึกสาระสำคัญ เราก็บันทึกไปตามที่เราคิด และเมื่อเราผ่านความคิดของเรา เราก็ต้องระวังอีกว่า ความคิดนั้นถูกต้อง เป็นกลาง เป็นไปตามความจริงหรือเปล่า หรือความคิดนั้นเป็นไปตามอคติของเรา (อคติ ๔ : ความชอบ ความชัง ความกลัว ความหลง) ดังนั้นสติจึงไม่ได้ตั้งอยู่แค่การฟัง สติจึงต้องรู้ตามทันความคิดของเราซึ่งก็รวมไปถึงการเขียนและการพูดด้วย ที่ว่าสติควรเกิดในทุกปัจจุบันขณะคงต้องเป็นเช่นนั้นจริงๆ (เจริญสติ) ตรงนี้เชื่อมโยงไปถึงรอบแรกของการฟัง สติไม่ได้อยู่ที่ความเพ่งหรือความตั้งใจมากๆ เพราะการฟังของเรามันมีทั้งความคิด การจับประเด็น การตั้งคำถาม ฯลฯ  ภาวะเช่นนั้นแท้จริงก็ไม่ใช่ภาวะที่เป็นปกติเพราะเต็มไปด้วย ความวิตก กังวล คาดหวัง ลังเล สงสัย ฟุ้งซ่าน ฯลฯ

การฟังที่ดี จึงต้องกลับมาที่สติ มิใช่ที่ความตั้งใจ สภาวการณ์สติเกิด จึงเป็นสภาวะกลางๆ สบายๆ ไม่คาดหวัง ไม่วิตกกังวล การฟังรอบที่สองจึงมีสติในการฟังและเป็นปกติมากขึ้น มองผู้พูดบ้าง มีปฏิสัมพันธ์กับผู้พูดไปด้วย เป็นการสื่อสารแบบสองทาง สติอาจจะหลุดไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้พูดก็ช่วยให้เราได้ตั้งสติอยู่เรื่อยๆ แต่หากเป็นการฟังทางเดียว เช่นการฟังจากการอ่าน การฟังข้อมูลข่าวสารจากวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งเรามีโอกาสกลับมาฟังซ้ำได้น้อยมาก โอกาสที่เราจะเผลอหรือเพ่งมีมากกว่า การฟังของเราจึงมักจะมาพร้อมการคิด การวิเคราะห์ การประเมิน และการตัดสิน หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการฟังของเรา ก็ได้ข้อคิดเตือนใจว่าก่อนที่เราจะพูด แสดงความคิดเห็นจากสิ่งที่เราฟัง เราควรระลึกรู้ทบทวนก่อนว่า เมื่อฟังแล้ว อะไรควรพูดหรือควรแสดงออกมา จะช่วยให้เราวางท่าทีได้เหมาะสมกับกาลเทศะมากขึ้น

 

นอกจากนี้หากเราฝึกฟังผู้อื่นบ่อยๆ (ฟังด้วยใจอย่างใคร่ครวญ) มิใช่ฟังเฉพาะความคิดของตนเอง เราก็จะได้ประโยชน์ของการฟังจริงๆ แม้สิ่งที่ฟังจะเป็นเรื่องถูกใจไม่ถูกใจ เป็นเรื่องที่เราชอบไม่ชอบ เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม เราก็จะสามารถมองเห็นสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์จากเรื่องที่ฟังจนได้ การเรียนรู้เรื่องการฟัง จึงไม่ได้ถือว่าจบ หรือสำเร็จได้ในกิจกรรมครั้งนี้เท่านั้น เพราะในชีวิตประจำวันทั้งการเรียน การทำงาน การรับรู้ข้อมูลข่างสาร ก็ล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ดีในการฝึกการฟังทั้งสิ้น

 

 

พลังใจในผ้าทอ

posted on 07 Mar 2008 07:49 by buabrocade

 

นี่เป็นอีกบทความหนึ่งในนิทรรศการดลใจ ตอน พลังใจในงานทอ

อ่านแล้วรู้สึกภูมิใจ