วันนี้เรามาพิจารณาการฟังของเราอีกครั้งหนึ่ง แต่การฟังครั้งนี้ได้เพิ่มความเข้มข้นขึ้นไปอีกชั้น นั่นคือการฟังบนโลกของความเห็นต่าง เมื่อมีคำถามเกิดขึ้นว่า วิธีการเรียนรู้ของเราในที่สุดได้พาเด็กไปถึงจุด เท้าติดดิน  มือคว้าดาว ได้จริง  หรือ การสนทนาจึงเกิดขึ้น

            แม้การสนทนาของเราจะเต็มไปด้วยความหลากหลาย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีความเห็นที่แตกต่างโดยเฉพาะความเห็นต่างโดยสิ้นเชิงเกิดขึ้นน้อยมาก อาจเป็นเพราะวงสนทนาเป็นกลุ่มที่มาจากฐานเดียวกัน การสนทนาจึงเป็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยมากกว่า เมื่อจบการสนทนา ได้กลับมาพิจารณาการเรียนรู้ที่ได้จากการฟังครั้งนี้ 

             สภาวะการฟังของตนเอง           

             การฟังครั้งนี้ดีขึ้นมากกว่าครั้งที่แล้ว เนื่องจากเป็นการฟังที่มีอคติในเรื่องความชอบไม่ชอบเกิดขึ้นน้อย เพราะตามปกติแล้วหากเราตั้งโจทย์ ตั้งต้นด้วยความเห็นต่าง ถ้าเราไม่ตั้งหลักของเราให้ดีเราก็จะมองว่าเป็นปัญหาเป็นเรื่องที่ไม่น่าพึงใจ ใจของเราจะถูกครอบงำไปด้วยอคติโดยเฉพาะในเรื่องของความชอบไม่ชอบ ถ้าเราตั้งสติก่อนแล้วค่อยพิจารณาใคร่ครวญด้วยใจที่เป็นปกติ เราจึงจะมองเห็นประโยชน์ของความเห็นต่าง ซึ่งจะส่งผลไปถึงการเข้าใจและเมตตาที่เกิดขึ้นในใจของเราต่อผู้ที่มีความเห็นต่างจากเรา หากเรารับรู้แบบเป็นปกติเช่นนี้ ผู้ฟัง ผู้สนทนา หรือผู้ที่มีความเห็นต่างก็จะรับรู้ได้ว่า การแสดงความเห็นที่แตกต่างนั้นมิได้เป็นไปเพื่อความเอาชนะหรือเบียดเบียนกัน แต่เป็นไปเพื่อให้เราเข้าใจความคิด ความต่าง และความหลากหลายที่มีอยู่จริงในสังคม เป็นการช่วยขยายความรู้ความเข้าใจที่เชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆ มุมมองอื่นๆ ถึงที่สุดถ้าเราเข้าใจโลกของความเห็นต่างได้ ยอมรับได้เราจะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ไม่ใช่เรา สิ่งที่เราเห็นว่าแตกต่างจากเรา คือเข้าใจทั้งตัวเราและผู้อื่น 

             เราจะทำอย่างไรหากเราอยากให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของเรา                   

             เราควรจะเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นก่อน แต่ต้องเป็นการฟังแบบข้างต้น ไม่ใช่ฟังเพื่อหาจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาดเพื่อที่จะนำมาโต้แย้งในภายหลัง ต้องฟังให้เป็น ฟังแบบให้เห็นประโยชน์ของความเห็นที่แตกต่างจากเรา ไม่พยายามโน้มน้าวให้ผู้ที่มีความเห็นต่างจากเราเห็นด้วยกับเราหรือเข้าใจเราฝ่ายเดียว การฟังอย่างลึกซึ้งและการเปิดใจจะช่วยให้เราแสดงท่าทีได้เหมาะสมเมื่อเจอความเห็นที่แตกต่างจากเรา 

             ท่าทีที่มีต่อความเห็นต่าง                  

             ความเห็นต่างเป็นแบบฝึกในการเรียนรู้ที่ดีมาก การเริ่มต้นด้วยความเห็นที่แตกต่างจะกระตุ้นให้เราเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว แต่เราต้องตั้งสติในการฟังให้ดี เพราะหากเราตั้งหลักไม่ดี ความเห็นต่างจะกลายเป็นข้อโต้แย้งจะทำให้เกิดความเห็นขัดแย้ง อันเป็นภาพที่สังคมมองความเห็นต่างว่า เป็นเรื่องของความขัดแย้ง ความโต้แย้ง และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย โดยส่วนตัวแล้วชอบคำว่า ความเห็นต่าง เพราะทำให้เราเกิดมุมมองใหม่ว่าความเห็นที่แตกต่างกันนั้นเป็นความหลากหลายที่มีประโยชน์ เราได้ประโยชน์จากความแตกต่างมิใช่ความขัดแล้วก็แย้ง  ความเห็นที่ควรเกิดในทัศนะของข้าพเจ้า คือ ความเห็นถูก (สัมมาทิฐิ) เมื่อมีความเห็นถูกก็ย่อมมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฐิ) แต่ไม่ว่าจะเป็นความเห็นถูกหรือความเห็นผิด ก็ล้วนแต่มาจากความเห็นต่างเป็นฐานทั้งสิ้น ความคิด ความเห็นของเรานั้นอาจมีทั้งความเห็นถูกและความเห็นผิด เราจะรู้ว่าถูกหรือผิดนั้นก็เนื่องมาจากการที่เรายอมรับความเห็นที่แตกต่างจากเรา ซึ่งเป็นโอกาสให้เรามาทบทวน ตรวจสอบความคิด  ความเห็น และท่าทีของเราเองที่เป็นอยู่ เพื่อให้เราทำความเห็นของเราให้ถูกนั้นเอง             

            ในสังคมปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน เราอยู่บนโลกของความเห็นต่าง ความแตกต่างหลากหลายทั้งจากสื่อจากเทคโนโลยี จากข้อมูลต่างๆ ที่พุ่งเข้าหาเรา ไม่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่ก็ตาม

            หลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างจากที่เราคิด หากเราไม่วางใจเป็นกลาง ความคิดความรู้สึกของเราก็จะสบสนวุ่นวาย คิดตอบโต้ หักล้าง ขัดแย้ง เรียกได้ว่าตั้งอยู่บนกองทุกข์ แต่หากเราเข้าใจโลกของความเห็นต่าง เห็นประโยชน์และรู้จักฟังความเห็นต่าง เราก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น

วิถี..สุขภาวะองค์รวม

posted on 08 Oct 2008 16:53 by buabrocade

                    รำพลอง...ช่างเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยและทรมานที่สุดของวันนี้ แต่เมื่อจบการรำพลอง กลับเห็นความปีติของตนเองที่อดทนทำจนจบกระบวนการ และได้เห็นว่าในขณะที่รำนั้น สนุกและเพลิดเพลิน ไม่เหมือนตอนที่รู้ว่า วันนี้ตนเองจะต้องรำพลอง

                   รำพลอง”  ครั้งนี้ แม้จะเป็นการเล่นกีฬาที่ไม่ต้องมีคู่แข่ง ไม่ต้องแข่งขัน แต่ก็พบว่าเป็นกีฬาและกิจกรรมที่ต้องแข่งกับตนเองเป็นที่สุด และการเล่นครั้งนี้เราต้องเอาชนะให้ได้ 

 

                   ปรากฏว่านอกจากร่างกายซึ่งรู้สึกว่า เหน็ดเหนื่อย และปวดไปทั่วตัวแล้วนั้น กลับมีสิ่งที่มาชดเชย ความเหนื่อย ความเจ็บปวดและความไม่อยากของตนเอง นั่นคือ ความปีติจากความเข้มแข็งทางใจ ที่จะเอาชนะความไม่ชอบ ไม่อยาก เอาชนะกิเลสของตนเอง  การรำพลองจึงทำให้เราได้ประโยชน์ยกกำลังสอง คือ ความเข้มแข็งทางกาย และความเข้มแข็งทางใจ แต่คงต้องฝึก ต้องพิสูจน์อีกต่อไป เพราะไม่ใช่ว่าความเข้มแข็งแค่ครั้งเดียว หรือ รำพลองครั้งเดียวแล้วเราจะเข้มแข็งตลอดไป

 

                    ความเข้มแข็งทางกายเราก็ต้องอดทน ฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอ เฉกเช่น ที่เราต้องอดทนฝึกฝนความเข้มแข็งทางใจด้วย ศีล นั่นเอง...

การเพ่งฟังอย่างตั้งใจ

posted on 08 Oct 2008 14:35 by buabrocade
 

ทักษะการฟังเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เราๆมักจะมองดูแบบข้ามๆ เลยผ่านไป เพราะเราเกิดมาเราก็ได้ยินเสียง  ก็ไม่รู้ว่าได้ยินได้อย่างไร ก็ไม่รู้ว่าเราฟังได้อย่างเรา ก็ไม่รู้ว่าเรารับรู้เรื่องต่างๆด้วยการฟังได้อย่างไร

 

 วันนี้มีกิจกรรมที่ทำให้เราได้มาพิจารณาการฟังของเราเอง โดยการฟังในรอบแรกมีผู้อ่านให้เราฟังแต่ก็มีเงื่อนไขว่า เราจะต้องบันทึกสาระสำคัญที่ได้จากการฟัง เมื่อได้รับโจทย์ดังนี้ เราก็เกิดอาการเพ่งตั้งใจมากว่าจะต้องฟังให้ได้ครบถ้วนและต้องจับประเด็นสำคัญให้ได้ จึงเป็นการฟังแบบฟังไปคิดไปว่าอะไรคือสาระสำคัญ ผลปรากฏว่า เราจำข้อมูลที่รับฟังมาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง พลอยทำให้บันทึกสาระสำคัญคลาดเคลื่อนไป อันนี้ประเมินได้จากการฟังในรอบที่สองซึ่งเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประเด็นที่ได้จากการฟังในรอบแรก ซึ่งก็พบว่า เมื่อเราฟังไปคิดไป ทำให้เวลาเราบันทึกสาระสำคัญ เราก็บันทึกไปตามที่เราคิด และเมื่อเราผ่านความคิดของเรา เราก็ต้องระวังอีกว่า ความคิดนั้นถูกต้อง เป็นกลาง เป็นไปตามความจริงหรือเปล่า หรือความคิดนั้นเป็นไปตามอคติของเรา (อคติ ๔ : ความชอบ ความชัง ความกลัว ความหลง) ดังนั้นสติจึงไม่ได้ตั้งอยู่แค่การฟัง สติจึงต้องรู้ตามทันความคิดของเราซึ่งก็รวมไปถึงการเขียนและการพูดด้วย ที่ว่าสติควรเกิดในทุกปัจจุบันขณะคงต้องเป็นเช่นนั้นจริงๆ (เจริญสติ) ตรงนี้เชื่อมโยงไปถึงรอบแรกของการฟัง สติไม่ได้อยู่ที่ความเพ่งหรือความตั้งใจมากๆ เพราะการฟังของเรามันมีทั้งความคิด การจับประเด็น การตั้งคำถาม ฯลฯ  ภาวะเช่นนั้นแท้จริงก็ไม่ใช่ภาวะที่เป็นปกติเพราะเต็มไปด้วย ความวิตก กังวล คาดหวัง ลังเล สงสัย ฟุ้งซ่าน ฯลฯ

การฟังที่ดี จึงต้องกลับมาที่สติ มิใช่ที่ความตั้งใจ สภาวการณ์สติเกิด จึงเป็นสภาวะกลางๆ สบายๆ ไม่คาดหวัง ไม่วิตกกังวล การฟังรอบที่สองจึงมีสติในการฟังและเป็นปกติมากขึ้น มองผู้พูดบ้าง มีปฏิสัมพันธ์กับผู้พูดไปด้วย เป็นการสื่อสารแบบสองทาง สติอาจจะหลุดไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้พูดก็ช่วยให้เราได้ตั้งสติอยู่เรื่อยๆ แต่หากเป็นการฟังทางเดียว เช่นการฟังจากการอ่าน การฟังข้อมูลข่าวสารจากวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งเรามีโอกาสกลับมาฟังซ้ำได้น้อยมาก โอกาสที่เราจะเผลอหรือเพ่งมีมากกว่า การฟังของเราจึงมักจะมาพร้อมการคิด การวิเคราะห์ การประเมิน และการตัดสิน หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการฟังของเรา ก็ได้ข้อคิดเตือนใจว่าก่อนที่เราจะพูด แสดงความคิดเห็นจากสิ่งที่เราฟัง เราควรระลึกรู้ทบทวนก่อนว่า เมื่อฟังแล้ว อะไรควรพูดหรือควรแสดงออกมา จะช่วยให้เราวางท่าทีได้เหมาะสมกับกาลเทศะมากขึ้น

 

นอกจากนี้หากเราฝึกฟังผู้อื่นบ่อยๆ (ฟังด้วยใจอย่างใคร่ครวญ) มิใช่ฟังเฉพาะความคิดของตนเอง เราก็จะได้ประโยชน์ของการฟังจริงๆ แม้สิ่งที่ฟังจะเป็นเรื่องถูกใจไม่ถูกใจ เป็นเรื่องที่เราชอบไม่ชอบ เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม เราก็จะสามารถมองเห็นสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์จากเรื่องที่ฟังจนได้ การเรียนรู้เรื่องการฟัง จึงไม่ได้ถือว่าจบ หรือสำเร็จได้ในกิจกรรมครั้งนี้เท่านั้น เพราะในชีวิตประจำวันทั้งการเรียน การทำงาน การรับรู้ข้อมูลข่างสาร ก็ล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ดีในการฝึกการฟังทั้งสิ้น

 

 

พลังใจในผ้าทอ

posted on 07 Mar 2008 07:49 by buabrocade

 

นี่เป็นอีกบทความหนึ่งในนิทรรศการดลใจ ตอน พลังใจในงานทอ

อ่านแล้วรู้สึกภูมิใจในความเป็นช่างทอและภูมิใจในผ้าทอของไทยค่ะ

 

.............................................................................................................

พลังใจในผ้าทอ

                                                                                                                             ปิยวัชร์  สุทธิวนิช

*อาจารย์ประจำสาขาวิชาการศึกษาแบบองค์รวม 

สถาบันอาศรมศิลป์

 

 

               ผ้าทอแต่ละผืนผ้าไหมแต่ละชิ้น  ที่เราทั้งหลายนำมาตัดเย็บเพื่อสวมใส่นอกจากแสดงถึงรสนิยมแล้ว  ผ้าทอแต่ละผืนผ้าไหมแต่ละชิ้นล้วนมีตำนาน  มีประวัติ  มีคุณค่า  มีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม  และธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์

 

               ผ้าทอแต่ละผืนผ้าไหมแต่ละชิ้น  ที่เราทั้งหลายนำมาตัดเย็บสวมใส่นั้น  มีขั้น  มีตอน  มีวิธีการ  มีกระบวนการที่ซับซ้อน  และใช้เวลามาก  จากปุยฝ้ายและใยไหม  ต้องทำให้เป็นเส้นด้าย  จัดเรียงเป็นเส้นยืนและเส้นพุ่ง  ย้อมสี  จัดระเบียบเป็นลวดลาย  แล้วจึงทำการทอเป็นผืนผ้า ผ้าทอแต่ละผืนผ้าไหมแต่ละชิ้น  กว่าจะสำเร็จให้เราเห็นจึงต้องการเวลาและหัวใจของผู้ที่รักการทอผ้า  ในการประดิษฐ์คิดสร้างสรรค์ด้วยความประณีต  วิจิตรบรรจง  เพื่อคงไว้ซึ่งภูมิปัญญา  และความภาคภูมิใจ

             

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผ้าทอแต่ละผืนผ้าไหมแต่ละชิ้น  จึงมีจิตวิญญาณของผู้อยู่เบื้องหลังมากมาย  ผ้าทอแต่ละผืนผ้าไหมแต่ละชิ้น  ที่แปรเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ให้ผู้สวมใส่มีความสุข  พึงพอใจในความงาม  จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าช่างทอผ้าขาดพลังใจในการทอ

 

               พลังใจหรือความเข้มแข็งของจิตใจ  ที่ช่างทอฝากไว้ในผ้าทอแต่ละผืนผ้าไหมแต่ละชิ้น   จึงเป็นสิ่งชวนศึกษา  น่าค้นหา  และพาใจไปใคร่ครวญ  เพราะเหตุที่ว่า  การทอผ้าแต่ละผืนแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างยิ่ง  วันหนึ่งอาจจะทอได้    เซนติเมตร  ๑๐  เซนติเมตร  หรือ  ๒๐  เซนติเมตร  แล้วแต่ความยากง่ายของลาย  โดยเฉพาะถ้าเป็นช่างที่พิถีพิถัน  อุดมจินตนาการ  ซึ่งสัมผัสสัมพันธ์ธรรมชาติมาสู่การคิดลวดลายด้วยแล้ว  ความคืบหน้าในการทอผ้าแต่ละวันนั้นนับป็นเรื่องยากยิ่ง 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               พลังใจหรือกำลังใจที่เข้มแข็งเท่านั้น  ที่จะนำพาความสำเร็จมาสู่ช่างทอ  เพราะถ้าช่างทอมีกำลังใจไม่เข้มแข็งแน่วแน่  เกิดความท้อถอยการทำงานก็ย่อหย่อน  ถ้าถึงกับกำลังใจตกมากๆ  การงานอาจหยุดชะงัก  หรือล้มเลิกเสียกลางคันได้  แต่ด้วยความตั้งใจจริง  กำลังใจที่เข้มแข็ง  อุดมการณ์ที่มั่นคงและเปี่ยมล้นของช่างทอผ้านี่เอง  ที่ได้นำพาความฝันของตนสู่การสร้างสรรค์ผลงานฝากไว้เป็นสมบัติศิลป์แห่งแผ่นดินสยาม  โดยมิใยจะต้องห่วงกังวลว่า  ค่านิยมของสังคมจะศรัทธาหรือวางเฉยต่อผ้าทอไทยเพียงไร  เพราะหัวจิตหัวใจของช่างทอไทย  ที่ได้ทอผ้าพร้อมทอธรรมะในใจนั้น  ได้ก้าวพ้นความสามัญคือการทอเพื่อใช้เป็นอาภรณ์ประดับกาย มุ่งสู่การสร้างสรรค์ชิ้นงานถวายเป็นพุทธบูชาด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยกุศลศิลป์  ซึ่งได้ฝากจินตนาการอันบรรเจิด  บริสุทธิ์  บริบูรณ์  บันทึกเรื่องราวชาดก  ภาพพระพุทธปฏิมา  รวมทั้งการรวบรวมลายผ้าบรรดามีลงในผืนผ้าชิ้นเดียว เพื่อเป็นหลักฐานทางการศึกษาและเป็นต้นแบบเพื่อให้ช่างรุ่นหลังได้ถอดรหัสวัดจิตใจที่จะสืบสานหรือต่อยอดงานทอต่อไป

 

 

 

 

 

 

              

         

ผู้สนใจผ้าไทยจึงวิตกกังวลใจว่าถ้าคนไทยทั้งหลายไม่ร่วมจิตร่วมใจรักษา  เห็นคุณค่าประณีตศิลป์อันสูงส่ง  ผู้รับอานิสงส์คงเป็นช่างทอผ้ากลุ่มเดียวมิต้องสงสัย  แต่ถ้าพวกเราพร้อมเพรียงกันศึกษาถึงเหตุที่มาที่ไปถึงพลังในใจช่างทอ...ศิลปินพื้นบ้านที่อุดมภูมิธรรมภูมิปัญญาเหล่านี้  ว่าท่านสร้างพลังให้เกิดขึ้นในจิตใจของท่าน และธำรงรักษาไว้อย่างไรนี้ต่างหาก  จึงจะเป็นการอนุรักษ์สืบสานสมบัติทิพย์ทางภูมิปัญญาในผ้าทอไทย  ซึ่งเปี่ยมล้นด้วยพลังใจอย่างแท้จริงและยั่งยืน

 

 

 

 

     

พลังใจในผ้าทอ                                                  นั้นเกิดก่อคุณค่ามหาศาล    

หนึ่งสืบสานภูมิปัญญาแต่โบราณ                       สองคืองานคือชีวิตคือจิตใจ 

สามบังเกิดร่มบุญกุศลศิลป์                                สี่สมบัติชาติลือระบิลสมสมัย

พลังทอพลังธรรมในหทัย                                   คือพลังหัวใจในผ้าทอ...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มัดหมี่อีสาน

posted on 05 Mar 2008 16:45 by buabrocade

 

 *ได้อ่านบทความเกี่ยวกับผ้าไหมมัดหมี่ ที่เขียนขึ้นเฉพาะ สำหรับนิทรรศการศิลปะดลใจ ตอน พลังใจในผ้าทอ  เห็นว่าเป็นบทความที่เรียบง่าย งดงาม และสะท้อนวัฒนธรรมชุมชนอีสานได้อย่างลึกซึ้ง ก็เลยหยิบขึ้นมาให้อ่านกันค่ะ

........................................................................................

 มัดหมี่อีสาน 

            ทำไมต้องมัดหมี่อีสาน  เพราะเป็นศิลปะโดยตรงของศิลปะประจำถิ่นของสุภาพสตรีชาวอีสาน มัดหมี่แปลว่ามัดเส้น  ก่อนมีปอฟาง ชาวบ้านใช้ปอกล้วยนวลเป็นวัสดุในการมัดหมี่ ด้วยคุณสมบัติบางประการของปอกล้วยจะทำให้ขอบของลาย  ค่อนข้างซึมซอฟไม่แข็งกระด้างเป็นลายกราฟฟิคเหมือนปัจจุบัน ผู้เขียนเคยเห็นงานมัดหมี่เก่าๆของชาวบ้าน เป็นลายน่ารักมาก เคยเห็นจากผ้าห่อคัมภีร์แถวๆร้อยเอ็ด  การมัดเส้นนั้นช่างมัดหมี่จะต้องขึ้นเส้นเป็นลำเสียก่อน  มัดย้อมเป็นสีต่างๆ และนำมาทอที่ภาษาอีสานเรียกว่า  ตำ  ก็จะเกิดลายตามที่เหล่าช่างทอหูก กำหนดไว้

            ผ้ามัดหมี่อีสาน ซึ่งส่วนมากจะเป็นผ้าไหม ความนิยมในการมัดผ้าฝ้ายมีน้อยกว่า อาจเป็นเพราะว่า เส้นฝ้ายใหญ่กว่าเส้นไหม คงไม่สะดวกเท่าที่ควร ในการทอผ้าลายผ้าฝ้ายส่วนใหญ่จึงเป็นลายขิดเสียมากกว่า  ถ้าถามว่าผ้าไหมมัดหมี่อีสานมีตั้งแต่เมื่อไหร่  ใครเป็นผู้คิดค้น  นี่ถามตามภาษาคนเมืองนะจะบอกให้   ก็จะได้คำตอบจากแหล่งแม่ใหญ่ผู้ชำนาญการ ในการทำผ้ามัดหมี่ว่า  มีมาตั้งแต่ครั้ง  ปู่สังกะสา ย่าสังกะสีภาษาเป็นคำคล้องจองฟังแล้วแทบไม่รู้เลยว่ามีมาตั้งแต่ครั้งไหน  อันว่าคำตอบดังกล่าวนี้ ถ้านำมาสรุป  เพื่อความเข้าใจของหมู่ชนทั้งหลายก็จะได้ความว่า มีมาโดนแล้วค่ะมีมาตั้งแต่นานแล้ว  เป็นโบราณกาลนานมาแล้ว  นับยุคสมัยไม่ได้หลอกค่ะ อย่าไปสนใจเรื่องยุคสมัยหรือกาลเวลาเลย  ให้ดูลวดลายอันแสนวิจิตรพิศวงกันเลยจะดีที่สุด  เพราะเวลาก็เป็นเรื่องอกาลิโก   การสืบทอดทำเป็น  เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการผดุงศิลปะพื้นบ้าน  และวัฒนธรรมชุมชนของไทบ้าน

 

 

 

              ชาวบ้านอีสานแต่ก่อนลูกสาวบ้านไหนทอหูกไม่เป็นมัดหมี่ไม่ได้  ก็ยังไม่ได้แต่งงานเป็นอันขาด  ความสำคัญของการทอหูก  ตำผ้าไหม  อยู่ที่ผ้าไหว้แม่ย่าเป็นสิ่งสำคัญสุด  แถวขอนแก่น  บ้านไผ่เมืองพล  จะไปซื้อเครื่องไหว้ญาติเจ้าบ่าวจากแก้งค้อเหมือนสมัยนี้ไม่มี   ความสามารถในงานทอผ้าไหมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด   เพราะเป็นส่วนสำคัญของหัวเลี้ยวหัวต่อในการสร้างครอบครัว และการดำรงชีวิตของชุมชนเป็นองค์รวม  เรื่องนี้สำคัญที่สุด  พอบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปหาสังคมอุตสาหกรรมมากๆ  เราก็ล้มเหลวในการสืบทอดเรื่องผ้าไหมมัดหมี่แทบโดยสิ้นเชิง  ซึ่งถือว่ายังเป็นความโชคดีของบ้านเมืองที่ยังมีผู้สืบทอดเอาไว้บ้าง  ดังงานดลใจรุ่งอรุณนำมานำเสนอเป็นงาน  พลังใจในผ้าทอ ครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจเป็นที่สุด  คุณสงคราม   งามยิ่ง  ก็ไม่ใช่ช่างสืบทอดการทำผ้าไหมมัดหมี่ธรรมดา  เพราะคุณสงครามเป็นช่างคนสำคัญของอำเภอชนบท  จังหวัดขอนแก่น  นอกจากเป็นการสืบทอดวิชามัดหมี่ ให้มั่นคงยืนยงไว้ได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว  คุณสงคราม   ก็ถือเป็นระดับครูบาอาจารย์ทางด้านมัดหมี่ชนบท  เพราะสามารถพัฒนาผ้ามัดหมี่ไปได้อีกกว้างไกลทั้งลวดลาย  และสีสันอันงดงามประณีตเป็นที่สุด  ความซับซ้อนในลายหมี่ของคุณสงคราม  ทำตามก๊อปปี้ได้ยากยิ่ง ช่างทอหูกไม่ถึงขั้นก็ทำตามยาก  อันนี้ถือว่า สร้างสรรค์อย่างรุดหน้า  สมที่ได้รับเกียรติ์เป็นช่างหูกมือทองไม่ต้องไปพูดถึงรางวัลชนะเลิศในการประกวดผ้าไหมมัดหมี่ที่จัดเป็นประจำ  ในงานเทศกาลผ้าไหมประจำปี  ทุกๆปีของจังหวัดขอนแก่น  ท่านรับรางวัลอยู่เป็นประจำ  ในแง่การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และงานผ้าไหมมัดหมี่วิจิตร

 

             ทำไมต้องผ้าไหมมัดหมี่อีสาน  หาคำตอบยากมากเป็นเหตุผลในเชิง ภูมินิเวศน์ และนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรม   ที่สร้างสรรค์สิ่งนี้มาอย่างเหมาะสมลงตัว  ไม่ว่าวัสดุที่นำมาใช้ และภูมิปัญญาคิดค้นสมดุลย์กับวิถีชีวิต  จนมาถึงรูปร่างหน้าตาผิวพรรณของคนในละแวกนั้น  ผู้เขียนเคยสังเกตเห็นด้วยสายตา  อันแยบคายเกี่ยวกับผู้หญิงอีสานกับผ้าไหมมัดหมี่   เมื่อครั้งหนึ่งได้เห็นพวกแม่ใหญ่กลุ่มหนึ่งประมาณ 7-8  คน  เดินไปบนคันนาจะไปทำบุญที่วัดในเทศกาลงานบุญ  ทุกคนนุ่งซิ่นมัดหมี่ สีผ้ามัดหมี่ที่ตัดกับต้นข้าวอ่อนที่กำลังจะตั้งท้อง   สีเขียวอ่อนเรือง ด้วยแสงแดดสะท้อนเงามาทับกับผ้ามัดหมี่  ดูมีความสง่างามขลัง และศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สุด  ผู้เขียนได้รู้สึกถึงความอิ่มเอิบในวัฒนธรรมผ้าไหมมัดหมี่อีสาน แต่นั้นมาจนมิอาจลืมเลือน

 ผู้เขียนคือ    อาจารย์ผ่อง เซ่งกิ่ง

หัวหน้าชุมชนบ้านช่าง /สถาบันอาศรมศิลป์

ผ่านมา แล้วก็ ผ่านไป

posted on 04 Mar 2008 15:12 by buabrocade

 ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความขุ่นมัว รับรู้ความรู้สึกนี้ได้แบบตรงๆ ความขุ่นมัวนี้มีหลายปัจจัย ทั้งความรู้สึกแบบเดิมๆ สัญญาแบบเดิมที่ย้อนกลับมา ทำให้เราเกิดความทุกข์ ความบีบคั้น ฉันรู้สึกเหนื่อยกับชีวิต  ทั้งความกลัว ทั้งการยอมรับความจริง มันยังข้ามไปไม่ได้ ไม่พ้นเสียที  เจอเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ใจมันก็แกว่ง ก็ขุ่นทุกทีไป

 ต้องมีเพื่อนเป็นเสียงแห่งสติ ถึงได้มองเห็นตนเองค่อยๆชัดขึ้น ความทุกข์ ความเหวี่ยงเหล่านี้แม้มันจะค่อยๆลดน้อยถอยลง แต่ก็รู้ว่ายังมีผลมาก ทั้งที่จริงแล้ว เช้าวันนี้ก็เหมือนกับทุกๆ เตียงนอนเตียงเดิม อาหารเช้าที่เดิม ทำงานเหมือนเดิม  บรรยากาศสถานที่ก็แบบเดิม ทุกๆคนก็เป็นคนเดิม เหมือนทุกๆวันนั่นแหละ แต่วันนี้มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิม  คือใจของเราเอง  เราขุ่นมัว เราแบกรับความทุกข์ในอดีต และยึดมั่นในตนเอง ใจเราต่างหากที่ไม่เหมือนเดิม หากเราจะแก้ก็ต้องแก้ที่ใจเราเอง ที่ความรู้สึกของเราเอง

 รับรู้ คลี่ดูใจเบาๆ จะได้มองเห็นความเป็นจริง 

เข้าใจแล้วที่เราบีบคั้น เป็นทุกข์ เพราะเราเอาใจไปเพ่งที่ภายนอก ไม่ใช่เพ่งธรรมดาเพ่งแบบยึดติดจะเอาทุกข์กลับเข้ามาหาตนเอง ทั้งที่สิ่งต่างๆ ภายนอก มันก็ดำเนินไปตามปกติของมัน คือ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน จะไปหลงยึดติดก็ผิดที่ผิดทาง ผิดไปจากความจริงสิ่งทั้งหลายไม่มั่นคง แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อยากจะเก็บเอาไว้อย่างนั้น ถนอมเอาไว้อย่างนั้นก็ไม่ได้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนตลอดเวลาอยู่แล้วแม้ใจเรา ที่ว่าตั้งใจฝึกฝนอยู่ ก็ยังไม่ตั้งมั่น ยังโอนเอน สั่นไหว เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ จะบีบคั้น คาดหวังอะไรมากมายกับตัวเอง 

ปล่อยให้ทุกอย่างมันผ่านไป เหมือนสายลม

เป็นลมร้อนก็ให้รู้

เป็นลมหนาวก็ให้รู้

เป็นลมเย็นๆ ก็ให้รู้

            แค่รับรู้เบาๆ ว่าลม            

ผ่านมา แล้วก็ ผ่านไป 

ผ่านมา แล้วก็ ผ่านไป

edit @ 4 Mar 2008 15:23:48 by be a bua

ความโกรธ

posted on 04 Mar 2008 15:04 by buabrocade

 มีใครเคยเป็นมั๊ย  โกรธอะไรต่างๆได้เป็นวันๆเลย  นี่ก็เกือบสองสัปดาห์แล้วที่ฉันอยู่กับความโกรธ แม้ไม่ได้อยู่ตลอดเวลา แต่ก็รู้สึกถึงความโกรธทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ไม่คิดก็ไม่ได้ และเพราะมัวแต่โกรธทุกครั้งที่คิดจึงไม่ได้แก้ไขหรือจัดการตามที่มันควรจะเป็น เหตุแห่งความโกรธจึงไม่ได้รับการแก้ไขเสียที 

ปัจจัยที่ทำให้โกรธก็มีอยู่ว่า คนดูแลห้องเช่ามาเปลี่ยนมิเตอร์หน้าห้องให้พร้อมกับให้เหตุผลว่า มิเตอร์ไฟฟ้าเสียมาสองสามเดือนแล้ว พอฉันถามว่าแล้วรู้ได้อย่างไรว่าฉันต้องชำระค่าไฟฟ้าเดือนละเท่าไร เขาก็ตอบกลับมาว่า ก็มั่วเอาจากเดือนก่อนๆนั่นไง อ้าวแบบนี้ก็มี ฉันเงียบไปเลย  

เท่านี้ไม่พอ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าของห้องพักก็ส่งบิลค่ามิเตอร์มาเก็บที่ฉัน คราวนี้แหละ โกรธจนนอนไม่หลับไปสองคืน ฉันเข้าใจว่า มิเตอร์น้ำ ไฟฟ้า เป็นสิ่งที่มากับตึกกับอาคาร เป็นสิ่งเจ้าของอาคารจัดหาสำหรับเป็นบริการให้ผู้เช่า และเขาคงจะคิดราค่าเสื่อมทรัพย์สินพวกนี้รวมอยู่กับค่าเช่าแต่ละเดือนไปเรียบร้อยแล้ว เพราะตอนที่ช่างและผู้ดูแลตึกมาเปลี่ยน เขาก็บอกว่าเหตุที่มิเตอร์เสียว่าก็เป็นไปตามความเสื่อมตามอายุการใช้งาน เรียกว่า ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยน 

ที่โกรธก็เพราะไม่เข้าใจว่า ทำไมฉันต้องจ่ายค่ามิเตอร์ด้วย? เพราะฉันเป็นคนทำเสียหายหรือย่างไร? แล้วมิเตอร์นี้เป็นสมบัติของฉันหรือ? ทำไมฉันต้องมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ด้วย?  หรือถ้าฉันต้องจ่ายจริงเมื่อถึงเวลาย้ายออกฉันมิต้องจ้างช่างให้มาถอดมิเตอร์ขนย้ายไปกับฉันด้วยหรือนี่? อยู่ห้องเช่ามาหลายที่แล้ว ยังไม่เคยต้องถอดมิเตอร์ไปไหนมาไหนด้วยเลยจริงๆ  เฮ่อ ตอนที่เขียนยังโกรธอยู่เลยนะเนี่ย  

ก็เพราะมัวแต่โกรธนี่แหละก็เลยยังไม่ได้ไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เพราะคิดว่าจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ยากเท่ากับการที่เราจะจัดการความโกรธของเราหรอก ก็เลยกลับมาจัดการกับใจของเราก่อนจะดีกว่า 

 ย้อนกลับไปอ่านบันทึกของตนเอง ก็พบ วิธีระงับความโกรธ ที่เคยเขียนเอาไว้ว่า

1.      เมื่อมีอารมณ์โกรธเกิดขึ้นให้ถามตนเองก่อนว่า เราไปทำอะไร ทำไมเราถึงโกรธ ก่อนที่จะไปถามคนอื่นว่า ทำไมเขาถึงโกรธ หรือเขาทำอะไรให้เราโกรธ

2.      ตั้งสติ แล้วพิจารณาความโกรธตามความเป็นจริง

3.      เมตตาภาวนา แผ่เมตตาให้ตนเองและผู้ที่เราโกรธ

4.      ยอมรับความโกรธและให้อภัยตนเอง 

วิธีนี้เคยใช้แล้วได้ผลกับตนเอง 

ถ้าเราใช้สติพิจารณาตนเองถึงเหตุแห่งความโกรธ เราก็จะหมดข้อกังวล สงสัย หมดคำถามว่าทำไมเราถึงโกรธ หรือทำไมเขาถึงทำให้เราโกรธได้เอง หากเราไม่เข้าใจตนเองไม่รู้จักตนเองว่าทำไมเราถึงโกรธ เราก็ไม่สามารถเข้าใจคนอื่นได้เลย ในทางกลับกันถ้าเราเข้าใจเหตุของความโกรธจากการพิจารณาตัวเรา เราก็จะเกิดปัญญาเข้าใจผู้อื่นได้เอง และเราก็จะรู้ว่า บนโลกนี้ไม่มีเหตุที่สมควรโกรธ จริงๆ ที่เรายังโกรธอยู่ก็เพราะถอนตนเองออกมาจากความโกรธ ความกังวลไม่ได้ เพราะยังตั้งคำถามและสงสัยกับความโกรธที่เกิดขึ้น เช่น โกรธเกิดขึ้นเพราะอะไร ตัวเราทำอะไรผิด ทำไมต้องโกรธ ทำไมเป็นอย่างนี้ ไม่เข้าใจ มันหลายคำถามมากมาย จนงง จนสับสนไปหมด เมื่อเกิดอารมณ์ หรือ สภาวะแบบนี้ ก็ขอให้มีสติกลับมาสอบอารมณ์ของตนเองเป็นเบื้องต้นก่อนจะดีกว่า เพราะหากเราเข้าใจ วางใจกับความโกรธของเราได้ เราก็จะเข้าใจผู้อื่นได้เช่นกัน คำตอบสำหรับคำถามอื่นๆก็จะเปิดเผยตัวออกมาเองตามลำดับ เกิดความเข้าใจ หรือถึงสภาวะที่หมดคำถามนั่นเอง เมื่อเรามองเห็นสิ่งต่างๆตามเหตุปัจจัย มองตามความจริงว่าทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน เรากับเขาก็เหมือนเหรียญคนละด้าน แต่แท้จริงก็คือเหรียญอันเดียวกัน เรากับเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตระหนักรู้จะเกิดขึ้นเอง ความเป็นปกติจะเกิดขึ้นเอง การให้อภัยจะตามมาเอง

edit @ 4 Mar 2008 15:21:15 by be a bua

           หากเอ่ยถึงเรือนศิลปะในสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ปกครอง ครู หรือใครต่อใคร ที่แม้จะมาเป็นครั้งแรกแต่เมื่อผ่านมาถึงสถานที่แห่งนี้ ก็คงต้องร้องอ๋อนี่แหละ! เรือนศิลปะ ทั้งบรรยากาศ เครื่องมือ เครื่องใช้ เลื่อย มีด ตะไบ ไม้ กี่ กระสวย เส้นด้าย ไม้ไผ่ เตาถ่าน ดิน แป้นหมุน ผลงานชิ้นเล็กๆ ไปจนถึง โต๊ะ เก้าอี้ ชิ้นใหญ่ๆ วางให้เห็นอยู่ทั่วไป จนทำให้ผู้ที่พบผ่านไม่เพียงแค่ผ่านเลยไป แต่ต้องมองย้อนคืนเหลียวหลัง  บางคนถึงกลับตั้งใจเดินเข้ามาเยี่ยมเยียนทักทายให้หายกังวล สงสัย

 

           ในแผนผังหน่วยการเรียนวิชาศิลปะของโรงเรียนรุ่งอรุณ มีการงานอันหลากหลายที่ล้วนแล้วแต่เชื้อเชิญให้เราเกิดฉันทะในการเรียนรู้ ทั้งงานไม้ งานปั้นดิน งานวาดภาพ งานพิมพ์ภาพ รวมถึง ศิลปะงานทอ ซึ่งเรามองเห็นคุณค่าความสำคัญของงานทอผ้าและจัดให้มีการเรียนในระดับชั้นต่างๆ เนื่องจากงานทอผ้าเป็นกระบวนการที่เริ่มจากความเรียบง่าย หลายๆเรื่องทับซ้อนกัน อย่างมีแบบแผนชัดเจน เป็นลำดับขั้นตอน มีจังหวะที่สม่ำเสมอ มีการสังเกตและการแก้ปัญหาตลอดกระบวนการ ผลจากกระบวนการทอผ้าจะทำให้ผู้เรียนรู้จักวางใจเมื่อต้องเผชิญปัญหา ทั้งยังมีความพยายามอดทนในการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา การฝึกเรียบเรียงกระบวนการคิดได้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน การคิดจำแนกแยกแยะและเชื่อมโยงจนเห็นที่มาที่ไป เห็นต้นสายปลายเหตุ มีสมาธิตั้งมั่น มีใจอยู่กับปัจจุบันและอยู่กับการงานขณะที่ทำงานทอ

 

            กระบวนการเรียนรู้ผ่านศิลปะงานทอของโรงเรียนรุ่งอรุณนั้น เราเปิดโอกาสให้เด็กได้ทอผ้าทั้งแบบซาโอริซึ่งมีลักษณะที่พิเศษและโดดเด่นที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคนิคการทอที่สนับสนุนให้แต่ละคนค้นหาเอกลักษณ์ของตนเองและช่วยให้เราได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเรา ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ทั้งทางด้านจิตใจและวิชาชีพที่เหมาะสม เนื่องจากการทอผ้าแบบซาโอริ ได้แสดงถึงการทอที่ปราศจากกฎเกณฑ์และข้อจำกัดต่างๆ จึงเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งในการค้นพบและส่งเสริมการแสดงออกของตนเองผ่านความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคลอย่างอิสระ โดยแนวคิดดังกล่าวมีความสอดคล้องกับความเชื่อในวิถีการเรียนรู้ศิลปะของโรงเรียนรุ่งอรุณ ว่าเด็กสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ตามกาลเทศะต่างๆ สู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เปี่ยมด้วยพลังทั้ง กายและใจ มีคุณธรรม มีสุนทรียภาพ มีฉันทะต่อการทำงานอย่างมุ่งมั่น สร้างสรรค์และมีอิสรภาพทางปัญญาในที่สุด 

       นอกจากนี่เราจัดกระบวนการเรียนรู้ศิลปะงานทอแบบพื้นบ้าน ทั้งการทอแบบกี่เอว การทอแบบกี่พื้นบ้าน การย้อมสีธรรมชาติ การมัดหมี่ ฯลฯ ซึ่งศาสตร์ของศิลปะงานทอในแบบแผน แขนงต่างๆ ต้องใช้ความพากเพียร ความวิรยะอุตสาหะ ความตั้งมั่นในการพาใจตนเองข้ามพ้นอุปสรรคและความยากลำบากต่างๆ โดยมีปฏิปทาครูช่างแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแบบอย่าง 

               จากการจัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านศิลปะงานทอเช่นนี้มาเป็นระยะเวลาหลายปี ทำให้พบประเด็นอันเป็นคุณค่าที่สำคัญอยู่หลายประการ คือ

ประการแรก  เป็นการเรียนรู้การทำงานบนหลักธรรมเรื่องทางสายกลาง คือความพอเหมาะพอดีในการทำงานทอ ความไม่ตึง-ไม่หย่อนจนเกินไป บนเงื่อนไขความจริงต่างกรรมต่างกาลเทศะ ทั้งความพอดีที่สัมพันธ์กันของแรงกายและที่สำคัญที่สุดคือ แรงใจ ที่เรากระทำต่อเส้นฝ้าย เส้นไหม ต่อกี่ ต่อฟืม ฯลฯ และต่อสรรพสิ่ง

ประการที่สอง ความสุขจากธรรมะ ทั้งความเพียร สมาธิ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน ความซาบซึ้งจากการลงมือทำ การปลดปล่อยใจในการทอให้เป็นอิสระ การถ่ายทอดจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ความอิ่มเอมใจกับความรู้สึกในเรื่องของความงามทั้งสีสันและลวดลาย ฯลฯ จะอรรถาธิบายกันอย่างไรก็คงไม่สามารถสรรหาถ้อยคำใดมาบรรยายได้เทียบเท่า แต่เมื่อใดที่ท่านได้ลองเปิดโอกาสแห่งการเรียนรู้ด้วยการร้อยเรียงเส้นด้ายแต่ละเส้นให้เป็นผืนผ้าสักผืน ท่านก็จะพบความสุขจากธรรมะที่สามารถพลิกผันชีวิตแห่งการเรียนรู้ได้ด้วยตัวของท่านเอง

ประการที่สาม เป็นเรื่องของการมองเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและวัฒนธรรม เห็นศักยภาพของความเป็นมนุษย์ในการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือ เครื่องใช้ สร้างสรรค์ จินตนาการ สีสันและลวดลาย ด้วยความศรัทธาในศาสนาธรรมและความงามความดี

ประการที่สี่ ศิลปะงานทอเป็นการงานและศิลปะแห่งการดำเนินชีวิต ที่ทำให้เราได้เรียนรู้คุณค่าแห่งรากเหง้า วัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นการงานที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา แรงไปก็ขาด หย่อนไปก็ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย 

           การเรียนรู้เรื่องการทอผ้านี้ จึงไม่ใช่เป็นการเรียนเพื่อรู้ถึงวิธีการทอ ลวดลาย สีสัน หรือที่มาที่ไปของผืนผ้าเท่านั้นแต่เป็นการเรียนเพื่อเข้าไปถึงรากเหง้าที่แท้จริง รู้อย่างครบถ้วนกระบวนการถึงกรรมวิธีก่อนจะเป็นผืนผ้า กว่าจะเป็นเส้นด้าย กว่าจะมีสีสันและลวดลายต่างๆตลอดจนรูปแบบของผืนผ้าแต่ละผืน ส่วนจะเป็นการศึกษาภูมิปัญญาไทยหรือในท้องถิ่นอื่นนั้นก็ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่สำคัญที่สุดของการทอผ้านั้นเป็นการฝึกสติผ่านการสอดร้อยถักทอเส้นด้ายทีละเส้นอย่างพอดี สม่ำเสมอ เฉกเช่นเดียวกับการรักษาศีล อันเป็นหนทางฝึกปรือสมาธิให้เชี่ยวกรำ เพื่อให้เข้าถึงที่สุดแห่งปัญญาและการรู้จักตัวตนที่แท้จริง

 

edit @ 3 Mar 2008 11:28:34 by be a bua

edit @ 3 Mar 2008 13:58:38 by be a bua